กรุงเทพฯ — 15 มกราคม 2567: กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เปิดตัวมาตรการเร่งด่วน 5 ด้าน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยมีเป้าหมายช่วยบรรเทาผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในปี 2567 และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
ในการแถลงข่าว ณ ห้องประชุมกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีช่วยและผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมด้วย คุณ ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มาตรการดังกล่าวออกแบบมาเพื่อช่วย SME งานฝีมือ ผู้ประกอบการ OTOP และกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดย DIFROM จะร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ
มาตรการ 5 ด้านหลักประกอบด้วย: 1) โครงการให้ทุนหมุนเวียนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SMEs ขนาดย่อยทั่วประเทศ วงเงินรวม 900 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างการผลิตและลงทุนด้านเทคโนโลยี 2) โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคด้านการออกแบบ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการตลาดดิจิทัล สำหรับผู้ประกอบการงานฝีมือและโครงการ OTOP 3) คูปองส่งเสริมการปรับปรุงระบบดิจิทัล (digital transformation vouchers) เพื่อช่วย SMEs นำระบบขายออนไลน์และ ERP เบื้องต้นไปใช้ 4) การเปิดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (one-stop service) ของ DIPROM ใน 6 จังหวัดนำร่อง เพื่อช่วยเรื่องการขออนุญาต มาตรฐาน และเชื่อมโยงตลาด รวมถึง 5) โครงการผลักดันการส่งออก โดยจับคู่ผู้ประกอบการกับคู่ค้าต่างประเทศผ่านงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ
นายสมชาย อินทร์มณี อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า “มาตรการชุดนี้มุ่งเน้นทั้งการเสริมสภาพคล่อง การเพิ่มทักษะแรงงาน และการขยายตลาด โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพงานฝีมือให้ตอบรับมาตรฐานสากลและเชื่อมโยงกับโครงการ OTOP เพื่อเพิ่มมูลค่าการจำหน่าย”
สำหรับกลุ่มเป้าหมาย DIPROM ระบุว่าจะให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนเป้าหมาย 10,000 ราย ในปีแรก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตงานฝีมือและผู้เข้าร่วมโครงการ OTOP ประมาณ 3,000–5,000 รายในโปรแกรมฝึกอบรมและส่งเสริมการตลาด
นอกจากมาตรการด้านการเงินและฝึกอบรมแล้ว DIPROM ยังจะประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นและสถาบันการเงินของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าและสิทธิประโยชน์ทางภาษีระยะสั้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยให้บริการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป
ในการแถลงข่าว คุณ ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “การสนับสนุน SMEs เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจฐานราก เราต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน และช่องทางการตลาด เพื่อรับมือการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ”
DIPROM ระบุแนวทางการติดตามผลโดยตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าในไตรมาสแรกของปี 2567 และรายงานผลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนผู้ได้รับการสนับสนุน มูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้น และตัวชี้วัดการส่งออกจากผู้เข้าร่วมโครงการ
แหล่งข่าวจากกรมแจ้งว่า ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อศูนย์บริการของ DIPROM หรือผ่านเว็บไซต์ของกรมเพื่อสมัครเข้าร่วมโครงการและรับข้อมูลเชิงปฏิบัติการเพิ่มเติม โดยจะเปิดรับสมัครชุดแรกตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2567 เป็นต้นไป
ประเมินผลกระทบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของ SMEs ระยะสั้น เพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่ และเร่งการยกระดับมาตรฐานของสินค้า OTOP และงานฝีมือไทยให้มีความสามารถแข่งขันมากขึ้น หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่ประกาศ
